ในการควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ ใบอนุญาตเลขที่ กร.121/2554
   
เพิ่มเพื่อน

Sensei ของ We

~ Sensei ของ We ~

"การเอาใจใส่นักเรียนและการต้อนรับที่เป็นกันเองเป็นสิ่งที่พวกเราภาคภูมิใจ ขอขอบคุณนักเรียนและน้องๆ ทุกคน ที่ให้ความไว้วางใจเสมอมา"

การศึกษา

・ มัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เชียงใหม่
・ มัธยมตอนปลาย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (พญาไท) โปรแกรมวิทย์-คณิต (วิศวะ)
・ ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัย Shokugyo Noryoku Kaihatsu ประเทศญี่ปุ่น

กิจกรรมและรางวัล

・ ดรัมเมเยอร์โรงเรียน
・ ชนะเลิศที่ 1 ทุนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูในระดับประถมศึกษา มัธยมตอนต้นและมัธยมตอนปลาย 3 ครั้งซ้อน
・ ชนะเลิศในการตอบปัญหาสุนทรภู่ระดับ ม.ต้น
・ ชนะเลิศในการตอบปัญหาคณิตศาสตร์ระดับ ม.ต้น
・ รองชนะเลิศในการตอบปัญหาวิทยาศาสตร์ระดับ ม.ต้น
・ นักเรียนโควต้าเข้าศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย
・ นักเรียนทุนศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัย Shokugyo Noryoku Kaihatsu ระดับปริญญาตรี ณ ประเทศญี่ปุ่น
・ ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสอนให้คนญี่ปุ่น (Occupational Instructor Certificate) จากกระทรวงแรงงานและสุขภาพ ประเทศญี่ปุ่น
・ ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติโครงการเพิ่มพูนความรู้และทักษะการสอนภาษาญี่ปุ่นสำหรับอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นชาวไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น

การทำงาน

・ รับราชการใช้ทุนในกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
・ ผู้ติดตามและประสานงานการเดินทางไปดูงานระบบการประกันการว่างงานของคณะปลัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เลขาธิการประกันสังคมอธิการบดีกรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน และอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
・ ผู้จัดการโรงงาน บริษัท สยามเฟรม แอนด์ อลูมินั่ม จำกัด
・ อาจารย์สอนพิเศษ โรงเรียนภาษาและวัฒนธรรม สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (สสท.)
・ ล่ามพิเศษ กรมส่งเสริมการส่งออก
・ ล่ามพิเศษ โครงการพัฒนาระบบวินิจฉัยและให้คำปรึกษาแนะนำสถานประกอบการ กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับสถาบันส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ภายใต้เงินกู้ Miyazawa
・ ล่ามพิเศษ บริษัท TOSTEM ประเทศไทย จำกัด
・ วิทยากรรับเชิญพิเศษ โครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนระหว่างประเทศญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก
・ ผู้แต่งหนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นทั้งหมดสำหรับใช้ในโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น We
・ ผู้เขียนร่วมในบทความพิเศษเรื่อง วัฒนธรรมญี่ปุ่น ในเว็บไซท์ Dek-D.com

การศึกษา

・ ประถมศึกษา - มัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเซนต์ฟรังซิสซาเวียร์ คอนแวนต์
・ มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ (ACC)
・ ปริญญาตรี ศิลปศาสตร์บัญฑิต ภาษาญี่ปุ่น คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
・ ปริญญาโท ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สังคมศาสตร์ สาขาวัฒนธรรมเปรียบเทียบ (M.A. Sociology, Comparative Culture)
มหาวิทยาลัย Tokyo International University ประเทศญี่ปุ่น

กิจกรรมและรางวัล

・ เลขานุการ สมาคมนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่นในพระบรมราชูปถัมภ์
・ คณะกรรมการคนต่างชาติจังหวัด Saitama (ตัวแทนนักศึกษาต่างชาติคนเดียวจาก 5 มหาวิทยาลัยในเขตเมือง Kawagoe)
・ นักเรียนทุน Rotary Yoneyama Scholarship ระดับปริญญาโท
・ ได้รับการคัดเลือกเป็น อาจารย์สอนดีเด่น ประจำปี 2548 มหาวิทยาลัยรังสิต

การทำงาน

・ พนักงานบริษัท Toyo Denso สำนักงานใหญ่ ประเทศญี่ปุ่น
・ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย
・ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาญี่ปุ่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต (ดำรงตำแหน่งสุดท้าย หัวหน้าภาควิชาภาษาญี่ปุ่น)
・ อาจารย์พิเศษ โรงเรียนภาษาและวัฒนธรรม สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (สสท.) สมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น ประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนญ.) และจัดการเรียน
การสอนภาษาญี่ปุ่นให้กับองค์กรญี่ปุ่นทั้งรัฐและเอกชนหลายแห่ง
・ วิทยากรและกรรมการรับเชิญพิเศษ งานแนะแนวการศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นของหลายสถาบัน

รวมทั้งอาจารย์พิเศษชาวไทยและญี่ปุ่นอีกหลายท่าน

คำแนะนำดีๆ จากครูโรงเรียน We

จบการศึกษา

ระดับปริญญาตรี สาขาภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
ระดับปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกริก
ระดับปริญญาโท หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ญี่ปุ่นศึกษา) มหาวิทยาลัยนเรศวร

ปัจจุบัน

ข้าราชการครู ระดับ 6 (อาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่น) คณะมนุษศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชภัฏราชนครินทร์

" สมัยเรียนปริญญาตรีอยู่ที่มหาวิทยาลัยไม่ชอบเรียนภาษาญี่ปุ่นเลยเพราะรู้สึกว่ามันยากเกินไป จนอาจารย์ที่สอนท่านก็เรียกมาเตือนเนื่องจากว่าคะแนนไม่ดีเลย จากนั้นเราก็เลยพยายามตั้งใจเรียนดู เพราะคิดว่าคนอื่นทำได้เราก็ต้องทำได้ พอได้เรียนและเข้าใจภาษาญี่ปุ่นมากขึ้นกลับทำให้เราชอบภาษาญี่ปุ่นจนสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นผ่านระดับ 2 และทำให้ได้ทุนของมูลนิธิญี่ปุ่นในประเทศไทย (Japan Foundation) ไปศึกษาต่อ ด้านการสอนภาษาญี่ปุ่นให้คนต่างชาติที่ประเทศญี่ปุ่นครับ จริงๆ แล้วทุนนี้มีผู้สมัครไปทั้งหมด 86 คน และคัดเหลือ 4 คน การที่ได้เป็น 1 ใน 4 คนจึงรู้สึกดีใจมาก เพราะมีแรงบันดาลใจมาจากอาจารย์สมัยที่สอนเรา ที่คอยเขี่ยวเข็ญเราจนทำให้เราได้ดีทุกวันนี้ หลังจากกลับมาก็เลยตั้งใจว่าจะเป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นให้กับหลายๆ คนที่อยากเรียนภาษาญี่ปุ่น อยากให้ทุกคนได้เรียนเหมือนเราบ้าง
ภาษาญี่ปุ่นมีความสำคัญมาก นอกจากจะเพิ่มความสามารถในการพูดภาษาต่างประเทศเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสที่ดีอีกมากมายกว่าคนอื่น ภาษาญี่ปุ่นไม่ยากเท่าที่คิด ภาษาไทยเรายังยากกว่าเลยครับ ทำไมถึงไม่ยากเพราะภาษาญี่ปุ่นไม่มีสระ ไม่มีคำควบกล้ำ จะทำให้เข้าใจง่ายมาก ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นให้เราฝึกพูดมากๆ ในช่วงแรกๆ อาจจะพูดได้แต่คำง่ายๆ พื้นฐานก่อน เลยอาจจะทำให้เรารู้สึกไม่สนุกกับการเรียนครั้งแรก แต่ให้เราพยายามฝึกฟังภาษาญี่ปุ่นจากทีวี หรือคุยกับเพื่อนที่เป็นคนญี่ปุ่น มันจะทำให้เราเรียนรู้มากขึ้น เราต้องหมั่นฝึกตัวเอง โดยที่เราต้องไม่อายและกล้าพูด ในส่วนของการจำอักษรคันจิ หลายคนไม่ชอบเพราะว่ายาก และเยอะมาก แต่ถ้าเรารู้เทคนิคเราจะจำได้ง่ายมาก ช่วงที่เราเรียนช่วงแรกๆ ก็จะพยายามคัดมากๆ เป็น 100 จบเลย ยิ่งคัดเยอะมากเท่าไหร่จะทำให้สมองเราไม่ต้องสั่งแล้ว กลายเป็นมือสั่งเหมือนกับว่าเราเขียนจนชินทำให้เราไม่ต้องใช้เวลานานในการนึกว่าจะเขียนเส้นไหนก่อน โดยเราอาจจะฝึกเขียนวันละ 3 ตัวก็ได้ครับ ค่อยๆ ฝึกไป พยามยามท่องคำศัพท์ให้ได้มากๆ อย่าเพิ่งไปสนใจคำช่วย อย่าท่องคำศัพท์เฉพาะที่อาจารย์สั่งให้ท่อง แต่ควรที่จะหาอ่านเพิ่มเติม ให้เราเอาคำนั้นมาเทียบเคียงเปรียบเทียบกับภาษาไทย เช่นคำว่า Samui ที่แปลว่า "หนาว" ก็นึกถึงเกาะสมุยจะทำให้เราจำง่ายขึ้น และพยายามสนุกกับภาษาญี่ปุ่น อยากให้คนที่เรียน ภาษาญี่ปุ่นอดทน และพยายามเริ่มแรกอาจจะยาก เพราะภาษาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่ถ้าเราเข้าใจเราก็จะมีความสุขกับการเรียนและทำให้อยากจะเรียนรู้เพิ่มขึ้น ขอให้ทุกคนพยายามมากๆ อย่ากลัวคำศัพท์ อย่ากลัวคันจิ อย่ากลัวการออกเสียงครับ "

จบการศึกษา

ระดับปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ระดับปริญญาโท Humanities and Social Sciences, University of Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น

ปัจจุบัน

นักศึกษาระดับปริญญาเอกด้านภาษาศาสตร์ Humanities and Social Sciences, University of Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น

" เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นโดยเริ่มจากการที่เราชอบดูการ์ตูนญี่ปุ่นสมัยเด็กๆ แล้วบางทีในการ์ตูนจะมีตัวอักษรญี่ปุ่น ตอนที่เห็นก็รู้สึกว่าตัวอักษรเค้าน่ารักดี เลยมีความคิดว่าอยากจะเรียนครับ ตอนแรกก็เรียนเองก่อน เริ่มจากหัดเขียนตัวอักษรแล้วรู้สึกชอบ ก็เลยเริ่มเรียนแบบจริงจังดูครับ
ตอนที่เรียนโดยส่วนตัวแล้วจะเป็นคนที่ถนัดไวยากรณ์มากกว่าการสนทนา แต่การเรียนภาษาให้ได้ผลดีต้องหัดพูดด้วย โชคดีที่บ้านเราอยู่แถววัดอรุณที่มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเยอะ ก็จะเดินถือหนังสือญี่ปุ่นไปแถวๆ นั้นแล้วก็อ่านเสียงดังๆ จนคนญี่ปุ่นหันมามอง เราก็รีบหันไปทักทายเค้า เลยได้โอกาสคุยกับคนญี่ปุ่นซึ่งถือว่าเป็นการฝึกภาษาไปในตัว หลังจากเรียนจบภาควิชาภาษาญี่ปุ่นก็สอบชิงทุนไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย Yamaguchi ประเทศญี่ปุ่น 1 ปี หลังจากกลับมาก็รู้สึกอยากเป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นไม่ใช่เพราะเราเรียนเก่ง หรือเรียนมาสูง แต่เรามีความคิดว่าเรามีความสุขเวลาที่เราได้ถ่ายทอดสิ่งที่เรารู้ และสอนเรื่องต่างๆ ให้กับคนอื่นถ้าผู้รับมีความสุขเราก็จะมีความสุขมากยิ่งขึ้นครับ ก็เลยคิดว่าอยากจะเป็นอาจารย์ ก็ได้มาเป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นอยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิต 3 ปี หลังจากนั้นก็ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปเรียนต่อระดับปริญญาโทและระดับปริญญาเอก
ต้องบอกก่อนว่ากว่าจะเรียนภาษาญี่ปุ่นได้อย่างที่ตัวเองหวังไว้ต้องใช้เวลาและความพยายามมาก สิ่งที่เด็กไทยควรจะเปลี่ยนอันดับแรกในการเรียนภาษาคืออย่าอายที่จะถามครับ ถ้าอายที่จะถามในที่ที่มีคนอยู่มาก เราก็เลือกถามกับอาจารย์เป็นการส่วนตัวก็ได้ครับ อย่าปล่อยให้สิ่งที่ไม่รู้ผ่านไปโดยไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะมันจะยิ่งสะสม และก็จะเกิดผลกระทบต่อมาคือ "พื้นฐานไม่แน่น" เพราะเราไม่กล้าที่จะถาม ไม่เช็คตัวเองว่ารู้จริงหรือเปล่า บางคนมีพรสวรรค์ไม่ต้องเรียนมากก็เก่งได้ แต่คนที่เรียนไม่เก่งต้องพยายามอาศัยพรแสวงซึ่งตรงนี้ก็คือ พยายามตั้งคำถาม และถามกับอาจารย์บ่อยๆ เราก็จะมีพื้นฐานความรู้ที่เก่งได้ด้วยตัวเราเอง ฉะนั้นอยากให้นักเรียนหลายๆ คนควรจะเปลี่ยนความคิดที่ว่าอายที่จะถามแต่ให้คิดว่าภูมิใจที่ได้ถามดีกว่าครับ
หลายคนมักจะเรียนโดยที่เน้นไวยากรณ์เป็นหลัก ตรงนี้เราถือว่าเป็นข้อดีของเราที่สามารถเรียนไวยากรณ์ให้ถูกต้องแม่นยำ ส่วนเรื่องสนทนาค่อยมาหัดพูดทีหลัง แน่นอนว่าอาจจะเก่งไม่เท่ากับคนที่เค้าพูดเก่งแต่ให้เราค่อยๆ ฝึกบ่อยๆ ก็จะเก่งขึ้นมาเองครับ เทคนิคการเรียนภาษาสำหรับทุกรูปแบบคือ จงภูมิใจสิ่งที่เรามีพรสวรรค์ ให้เราดึงสิ่งที่เราเก่งมากที่สุดไปให้ไกล แล้วทักษะอื่นๆ จะตามมาเอง ฉะนั้นเราต้องดึงจุดแข็งของเราออกมาในการเรียนแล้วคอยประคับประคองจุดด้อยของเราให้ไปควบคู่กัน บางคนอาจจะยังหาจุดไม่ได้ว่าต้องเริ่มเรียนจากตรงไหนก่อนดี ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มจำคำศัพท์ให้เรามองอะไรก็เป็นภาษาญี่ปุ่นให้หมด เริ่มจากสิ่งง่ายๆ ก่อนเช่นในบ้าน ทีวี วิทยุ ตู้เย็น เก้าอี้ ของทุกสิ่งที่อยู่ในบ้านเราพยายามเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นเมื่อเราพูดทุกวัน พูดบ่อยๆ ก็จะจำได้เองครับ หรือการจำคันจิที่หลายคนบ่นว่ายากจำยังไงก็จำไม่ได้ให้เราตั้งเป้าไว้สำหรับทุกวันเพื่อที่จะจำคันจิให้ได้วันละ 5 ตัว ค่อยๆ จำวันละนิด และพยายามทำเป้าหมายของเราให้สำเร็จก็จะสามารถจำคันจิได้ที่เราต้องการได้ ซึ่งสมัยนี้ถือว่าสื่อต่างๆ ที่จะทำให้เราเรียนภาษาญี่ปุ่นได้เร็วขึ้นมีมากกว่าสมัยก่อนเยอะมากไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน เกมส์ ละคร หรือหาเพื่อนญี่ปุ่นในอินเตอร์เน็ต พยายามหาโอกาสในการใช้ภาษาญี่ปุ่นเพื่อพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ
สำหรับคนที่คิดจะเรียนหรือกำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่อยากให้มีเป้าหมายก่อน โดยที่เราอาจจะชอบอ่านการ์ตูน อยากร้องเพลงญี่ปุ่นเก่ง อยากไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น หรืออยากทำงานกับองค์กรญี่ปุ่น ทุกอย่างล้วนเป็นเป้าหมาย ในระหว่างทางที่เราหวังอาจจะมีล้มเหลวบ้าง ไม่ได้ดั่งใจบ้าง จะพูดก็พูดไม่ได้ จะไปเรียนต่อก็สอบไม่ติด ขอให้คิดว่าปลายทางมีความสำเร็จเสมอ ไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จโดยที่เรายังไม่เริ่มลงมือทำอะไร ให้เราถือว่าความล้มเหลวเหล่านั้นเป็นบทเรียน และค่อยๆ เรียนรู้กับความล้มเหลวนั้นเพื่อพัฒนาให้เป็นความสำเร็จ ให้เราพยายามคิดถึงความสุขปลายทางของเป้าหมายที่เราตั้งไว้ ว่าถ้าเราสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ ได้ไปเรียนต่อประเทศญี่ปุ่น มันจะมีความสุขมากขนาดไหนแล้วทุกอย่างที่เราตั้งเป้าไว้ก็จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนครับ "

จบการศึกษา

ระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยรังสิต

ปัจจุบัน

อาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่น โรงเรียนสตรีวิทยา 2 ศิลป์-ภาษาญี่ปุ่น

" เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย โดยเริ่มจากความชอบนักร้องญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่น อากาศที่ประเทศญี่ปุ่น ทุกๆ อย่างที่เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น ทำให้เราสนใจและเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น ตอนเรียนก็รู้สึกว่ายากมาก มีบ้างที่ท้อ และคิดว่าจะเลิกเรียน แต่ด้วยความชอบทำให้เราผ่านจุดนั้นมาได้ เราต้องพยายามเรียนให้สนุก การเรียนจะมีคนอยู่ 2 ประเภท คนที่อยากเรียนกับเรียนได้ จะไม่เหมือนกัน
คนที่เรียนได้ เป็นคนหัวดีจะเรียนอะไรก็ได้ เรียนแค่ให้มันผ่านๆ ไป แต่คนที่อยากเรียนจะมี 2 แบบทั้งเรียนเก่ง และเรียนไม่เก่ง แต่ทั้ง 2 แบบจะมีความอยากเรียน และสนุกกับการเรียนมากกว่าทำให้เด็กที่อยากเรียนมักจะหาเทคนิค หรือจำเทคนิค เคล็ดลับที่อาจารย์สอนมาใช้ในการเรียน เช่น การท่องคำศัพท์ หรือการหัดอ่านคันจิบ่อยๆ ก็จะทำให้เราจำได้ สื่อในการเรียนก็สำคัญ อย่างเช่น อาจจะหาซีรี่ย์ญี่ปุ่นมาดู โดยที่ช่วงแรกๆ เราอาจจะดูซับบ้าง แต่พอดูบ่อยๆ อาจจะไม่ต้องดูแล้ว มีหลายคำในภาษาญี่ปุ่นที่เป็นภาษาพูด แต่เราไม่เคยเจอตอนที่เราเรียน หลายคนมีปัญหาในเรื่องของการสื่อความหมาย เช่น รู้และเข้าใจ แต่ไม่สามารถบอกเป็นภาษาไทยได้ หรือ ภาษาญี่ปุ่นบางคำไม่มีในภาษาไทย ฉะนั้นเราต้องหัดพูดบ่อยๆ ประโยคนั้นๆ ก็จะติดหูเราเองแล้วเราก็จะเลือกใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้เอง เด็กไทยส่วนมากเรียนไวยากรณ์ได้ดี เพราะเข้าใจว่าเรียนไวยากรณ์เยอะๆ จะสามารถเก่งภาษาได้ แต่จริงๆ เป็นความเข้าใจที่ผิด เวลาเรียนเด็กไทยจะชอบจดตามกระดาน และคิดว่าจดไว้ก่อนแล้วค่อยกลับไปอ่านเองที่บ้าน แต่พอกลับไปอ่านเองที่บ้านแต่ไม่รู้ว่าอ่านว่าอะไร ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร ใช้ยังไงเป็นบ่อยมากสำหรับเด็กไทย ฉะนั้นอยากให้ทุกคนเวลาที่เรียนภาษาขอให้วางปากกา ฟังก่อน เดี๋ยวค่อยจด อาจารย์ทุกคนมีเวลาให้นักเรียนจดเสมอพยายามรับสิ่งที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ก่อน การเรียนที่ผิดวิธีทำให้เด็กไทยไม่กล้าที่จะพูดกับคนต่างชาติ จึงทำให้มีปัญหาในเรื่องของสำเนียงการออกเสียง สำหรับภาษาการกล้าที่จะพูดเป็นสิ่งที่จะทำให้เราพัฒนาได้เร็วมากกว่าการที่เราเอาแต่จำไวยากรณ์ อยากให้เด็กไทยที่เรียนภาษาสร้างโอกาสให้กับตัวเองที่จะพูดกับเจ้าของภาษา ไม่ต้องกลัวว่าจะผิด อยากให้เรียนภาษาด้วยความตั้งใจ ให้ความสำคัญกับภาษานั้นๆ เพราะบางคนเรียนเป็นแฟชั่น สื่อสารได้เบื้องต้นพอแล้ว อยากให้เรียนไปเพื่อใช้งานในอนาคต แน่นอนว่าความท้อในการเรียนภาษามันต้องมีอยู่แล้วเพราะภาษามันมีความยากแน่นอน แต่ถ้าเราท้อไปหมดเราเรียนทุกอย่างแค่ครึ่งทาง มีความรู้นิดๆ หน่อยๆ มันนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้แน่นอน เมื่อทุกอย่างมันยากไม่ใช่แค่ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้นที่มันยาก แต่ถ้าเราคิดที่จะเรียนแต่สิ่งที่ง่ายๆ ถ้าเกิดเราต้องเจอสิ่งที่ยากๆ ก็จะทำให้เรารู้สึกท้อ และจะทำให้ชีวิตเราไม่ก้าวหน้า จะก้าวอยู่กับที่ไม่คิดอยากที่จะเรียนรู้มากขึ้น หรือเพิ่มพูนความรู้ให้กับตัวเอง เรียนภาษาขอให้ขยัน ภาษาไม่ได้ยากเกินถ้าเรามุ่งมั่นที่จะเรียน และพยายามตั้งเป้าหมายที่จะเรียนให้ประสบความสำเร็จ "

จบการศึกษา

ระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมโทรคมนาคม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ปัจจุบัน

วิศวกร และตำแหน่งล่าม บริษัท พานาโซนิค มอเตอร์ ประเทศไทย

" ผมเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นเพราะว่ามีความรักและชอบในประเพณี วัฒนธรรม ของประเทศญี่ปุ่น และด้วยความที่ชอบภาษาญี่ปุ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับช่วงเวลาที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยรู้ตัวดีว่าตังเองไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษ จึงได้มองหาภาษาอื่นไว้เป็นทางเลือกในอนาคต จึงได้ตัดสินใจเรียนภาษาญี่ปุ่น หลังจากเรียนภาษาญี่ปุ่นมาได้ 2 ปี ก็ได้สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นได้ระดับ 2 ครับ ถ้าพูดถึงเรื่องการเรียนภาษาแล้วไม่ว่าภาษาไหนก็จะต้องประกอบไปด้วยทักษะครบทั้ง 4 อย่าง คือ พูด ฟัง อ่าน และ เขียน สำหรับในด้านของทักษะการฟังและการพูด อาจมีความจำเป็นต้องฝึกพูดและคุยกับคนญี่ปุ่นซึ่งเป็นเจ้าของภาษาเพราะบางทีการเรียนแต่ไวยากรณ์อย่างเดียวไม่อาจช่วยให้พูดและฟังเก่งขึ้นมาได้ ซึ่งตรงจุดนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษที่เรียนมาตั้งแต่เล็กๆ แล้วแต่ก็พูดไม่เป็น ก็จะฟังไม่เข้าใจอยู่ดี ดังนั้นขอให้พยายามสร้างโอกาสในการเข้าไปใกล้ชิดกับเข้าของภาษานั้นๆ แล้วลองฝึกพูดคุยกับเขาดู สำหรับทักษะการจำ และการเขียนทั้ง 2 ทักษะนี้ เราสามารถฝึกด้วยตนเองเพียงลำพังได้ขึ้นอยู่กับความถี่ในการฝึกของเราว่ามีมากแค่ไหน เป็นเรื่องธรรมดาที่คนฝึกเป็นประจำทุกวัน จะอ่านและเขียนได้คล่องกว่าคนที่ไม่ฝึกเลย หรือฝึกน้อยครั้งกว่า ดังนั้นขอให้พยายามฝึกกันบ่อยๆ นะครับ สำหรับในเรื่องของคันจิที่เป็นปัญหามากของเด็กไทยในปัจจุบันนี้ การที่เราจะเก่งคันจิได้ก็ต้องประกอบไปด้วย 2 ทักษะดังที่กล่าวคือ อ่าน และเขียน ดังนั้น การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจะเป็นหนทางที่จะสามารถช่วยให้เราเก่งคันจิขึ้นมาได้ แต่ถ้าถามถึงเทคนิคในการจำคันจิแล้ว คันจิทุกตัวจะมีความหมายในตัวของมันเอง ดังนั้นเวลาที่จำคันจิควรเริ่มจากจำที่ความหมายก่อนครับ จะได้เข้าใจว่าตัวอักษรนั้นต้องการสื่อความหมายในลักษณะไหน ถัดมาจำที่เสียงอ่าน ทั้งเสียงจีน และ เสียงญี่ปุ่น และลำดับสุดท้ายจึงค่อยมามุ่งเน้นในเรื่องของคำศัพท์แทน การเรียนภาษาญี่ปุ่นอยากให้เริ่มจากความรัก และ ความชอบในสิ่งที่เรียนก่อน เพราะหากเรามีความรักและชอบแล้วจะเป็นเหมือนแรงผลักดันคอยกระตุ้นตนเองให้เดินไปข้างหน้าอยู่เสมอ นอกจากนี้เรียนเสร็จแล้วควรมีการนำไปใช้จริงด้วย ยกตัวอย่างเช่น เวลามีของสิ่งต่างๆ ลองนึกถึงคำศัพท์ที่เคยเรียนมาว่าสิ่งนี้เรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่าอย่างไร สิ่งนั้นเรียกว่าอะไร จะเป็นการช่วยเตือนความจำเราอีกทางหนึ่ง หากสิ่งไหนที่ยังไม่รู้ขอให้กล้าที่จะสอบถามจากผู้รู้ในตอนที่ไม่เข้าใจไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม อยากทุกคนที่เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นนำคำ 3 คำนี้ไปใช้ ทำไม? อะไร? เพื่ออะไร? แล้วจะเก่งขึ้นแน่นอนครับ "